จับโกหก “แม่ทัพ” กรณีชุมชนไทยพุทธฮือต้าน “105 มุสลิมกลับบ้าน” ที่ อ.สิคิริน จ.นราธิวาส / ไชยยงค์ มณีพิลึก

ข่าวทีวีหลายช่องให้ความสนใจรายงานประเด็น “ความขัดแย้ง” ระหว่าง “ชาวบ้าน” ที่ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส กับ “พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช” แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กรณีที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กำลังจะนำมุสลิมที่เคยหลบหนีคดีไปอยู่ในประเทศมาเลเซีย 105 คนที่กลับมาเข้าสู่ “โครงการพาคนกลับบ้าน” ให้ไปสร้างที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของ อ.สุคิริน

ทั้งนี้ที่ผ่านมาชาวบ้านสุคิรินกว่า 500 คนเคยรวมตัวแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในเรื่องนี้มาแล้ว นอกจากนี้ยังมีการทำประชาคมชาวสุคิริที่อาศัยในพื้นที่ จนนำไปสู่การออกแถลงการณ์คัดค้าน “กระบวนการพาคนกลับบ้าน” ที่จะนำ “คนนอก” หรือ “คนแปลกหน้า” เข้าไปอาศัยอยู่ร่วมในพื้นที่ด้วยการตั้ง “นิคมสร้างตนเอง” ขึ้นมารองรับ

ประเด็นที่สำคัญอยู่ที่คำให้สัมภาษณ์ของ พล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าวคือ มีการระบุชัดเจนว่า “คนในพื้นที่ไม่มีใครคัดค้าน” และ “คนที่คัดค้านเป็นคนนอกพื้นที่” แถมเน้นยำด้วยว่าเหมือนกับมีคนความพยายามหยิบเอาละครเรื่อง “คมแฝก” แทนที่จะเป็นเรื่อง “บุบเพสันนิวาส” มาให้ชาวบ้านดูชม ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเป็นการให้สัมภาษณ์ด้วยอารมณ์ขัน หรือต้องการเน้นยำในข้อเท็จจริงที่ต้องการจะสื่อสารกับสังคม

หากดูตามข้อเท็จจริงที่สื่อมวลชนนำเสนอจะพบว่า ก่อนหน้านี้มีชาวสุคิรินออกมาต่อต้านไม่เอาโครงการพาคนกลับบ้านจริง ซึ่งมีทั้งภาพและคำแถลงการณ์ยืนยัน และต่อมา พล.ต.วิชาญ สุขสง รองแม่ทัพภาคที่ 4 ก็ได้ชี้แจ้งกับชาวบ้านว่า การนำคนต่างถิ่น 105 คนเข้าไปอาศัยและทำกินในนิคมดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับ “ไฟใต้ระลอกใหม่” ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปีต้น 2547 เป็นต้นมา เพราะคนเหล่านี้เกิดความหวาดระแวงเจ้าหน้าที่ และหนีไปพักพิงในประเทศมาเลเซียตั้งแต่ช่วงราว 30 ปีมาแล้ว

การออกมาคัดค้านรอบแรกของชาวสุคิรินที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เปรียบเหมือนเป็น “หลังคาโลก” ของ จ.นราธิวาส ไม่ค่อนจะเป็นผลเท่าไหร่ เพราะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังยืนกรานที่จะให้คนนอกทั้ง 105 คนได้เข้าไปอาศัยอยู่พื้นที่ โดยใช้วิธีกันที่ดินไว้ 60 ไร่เพื่อจัดสรรให้เป็นที่ทำกินและใช้สร้างบ้านเรือน แถมมีข่าวว่า “แกนนำผู้คัดค้าน” ยังถูกนำตัวให้ไปรับฟังคำชี้แจงแบบเป็น “รายตัว” เหมือนต้องการกดดันให้เห็นด้วยกับโครงการพาคนกลับบ้านดังกล่าว

ความจริงผู้เขียนเพิ่งกลับจากประชุมที่กรุงเทพฯ แต่หลังจากที่ได้ชมข่าวแม่ทัพภาค 4 ให้สัมภาษณ์สื่อแล้ว จึงได้ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส ภาพที่เห็นด้วยตาและเสียงที่ได้ฟังด้วยหูตัวเองคือ เวลานี้มีการเตรียมจัดชุมนุมใหญ่ขึ้นที่ “วัดลีลานนท์” ในวันที่ 9 พ.ค.นี้ที่ อ.สุคิริน เพื่อแสดงพลังคัดค้านโครงการพาคนกลับบ้านของแม่ทัพภาค 4 คนนี้อีกครั้งแล้ว

อย่างไรก็ตามแกนนำกลุ่มคัดค้านก็ยังบอกด้วยว่า พวกเขาพร้อมที่จะรับฟังการชี้แจงของแม่ทัพภาค 4 หรือ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ถึงทั้ง “ผลดี” และ “ผลเสีย” แต่เวลานี้ขอยืนยันว่าอย่างไรเสียก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้มุสลิมทั้ง 105 คนเข้าไปอยู่ร่วมกับคนในพื้นที่ ไม่ว่าคนเหล่านี้จะเป็น “อดีตแนวร่วม” หรือเคยเป็นแค่คนที่หวาดระแวงและหลบหนีไปอยู่ในประเทศมาเลเซียถึง 30 ปี

ดังนั้นผู้เขียนจึงเกิดความสงสัยว่า คำสัมภาษณ์ของ พล.ท.ปิยวัฒน์ที่ว่า คนที่คัดค้านเป็น “คนนอก” ส่วนคนในพื้นที่ไม่มีใครคัดค้านนั้น ทำไมจึงต้องพูดเช่นนั้น พูดไปเพื่ออะไร แล้วชาวบ้านที่ไปรวมตัวกันในรอบแรกถึงกว่า 500 คน และที่กำลังจะไปรวมตัวกันอีกคครั้งในวันที่ 9 พ.ค.นี้ที่วัดลิลานนท์นั้น พวกเขาเป็น “คนนอก” หรือเป็น “คนใน” พื้นที่กันแน่

วันที่โลกแห่งการสื่อสารไปไกลสุดขอบฟ้า วันที่เมือนโลกทั้งใบใหญ่โตได้แค่กำปั้นเดียว การที่จะใช้วิธีเดิมๆ คือ “ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ” ไม่น่าจะได้ผลอีกต่อไปแล้ว เนื่องเพราะจะมีทั้งภาพและเสียงแพร่สะพัดอย่างเป็นที่ประจักษ์ชัดเจน

ดังนั้น “ปัญหาความเห็นต่าง” ระหว่าง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กับชาวบ้านที่ อ.สุคิริน มีแต่จะต้องหาทางออกด้วยการ “รับฟัง” ทั้งเหตุและผลของกันและกันเท่านั้น มีแต่จะต้อง “เคารพความคิดเห็น” ของกันและกันเท่านั้น และต้องไม่มีการ “ตะแบง” หรือคำพูดที่เป็น “เท็จ” เพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นการ “หักหาญน้ำใจ” ของกันและกันเสียเปล่าๆ

ข้อสำคัญคือ ต้องไม่ใช้การ “ตั้งธง” เพื่อการ “เอาชนะคะคาน” ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชน หรือเพื่อให้บรรลุถึงแผนงานและโดยเฉพาะ “การใช้งบประมาณ” ซึ่งเป็นความถนัดของหน่วยงานราชการ

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์

About the author: admin